Saturday , January 18 2020
Home / KNOWLEDGES / BEAUTY / รู้จักกันหน่อยกับ วิตามินเอ (Vitamin A)

รู้จักกันหน่อยกับ วิตามินเอ (Vitamin A)

ข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินเอ

วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงจำเป็นที่ต้องการไขมันและแร่ธาตุในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยร่างกายของเราสามารถเก็บสะสมวิตามินเอนี้ไว้ได้ จึงไม่จำเป็นต้องทานทดแทนในทุกวัน

วิตามินเอจะแบ่งเป็น 2 รูป คือ วิตามินเอแบบสำเร็จที่มักได้ยินกันว่า “เรตินอล” (Retinol) โดยจะพบในอาหารที่มาจากสัตว์ และโปร-วิตามินเอ กับชื่อที่คุ้นหูกว่าอีกชื่อ คือ “แคโรทีน” (Carotene) โดยจะพบในอาหารทั้งจากพืชและสัตว์

หน่วยวัดปริมาณของวิตามิน คือ USP (United States Pharmacopeia) หรือ IU โดยขนาดที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้ชาย คือ 5000 IU และสำหรับผู้หญิงจะเป็น 4000 IU แต่ในขณะตั้งครรภ์ไม่แนะนำให้รับประทานเพิ่ม แต่อาจรับเพิ่ม 2500 IU ในช่วงหกเดือนแรก แบะเพิ่มอีก 2000 IU ในช่วงหกเดือนหลัง

สำหรับเบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ยังไม่มีขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน เนื่องจากยังไม่ได้รับการจัดให้เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างเป็นทางการ แต่ส่วนมากขนาดประมาณ 10000-15000 IU ของเบต้าแคโรทีน ถือเป็นขนาดที่เทียบเท่ากับปริมาณที่แนะนำสำหรับวิตามินเอ

เบต้าแคโรทีนจะเป็นรูปแบบที่แนะนำสำหรับวิตามินเอ เพราะไม่มีความเสี่ยงต่อการเป็นพิษจากการสะสมเหมือนกับวิตามินเอตามปกติ และยังมีบทวิจัยบางอย่างรองรับด้วยว่า เบต้าแคโรทีนนี้มีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ต่อสู้กับการติดเชื้อต่างๆ และเบต้าแคโรทีนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจอีกด้วย

ประโยชน์จากวิตามินเอ

vitamin-a-benefit

  • ช่วยป้องกันอาการตาบอดกลางคืน
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น
  • มีส่วนช่วยในการรักษาโรคตาหลายโรคด้วยกัน
  • ช่วยสร้างเม็ดสีที่มีคุณสมบัติไวต่อแสงในตา
  • เสริมภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อทางลมหายใจ
  • ช่วยให้ระบบภูมิต้านทานทำงานได้ดีขึ้น
  • ช่วยให้เนื้อเยื่อชั้นนอกของอวัยวะต่างๆ มีสุขภาพดีขึ้น
  • ช่วยลดจุดด่างดำที่ผิวหนัง
  • ส่งเสริมการเจริญเติบโต ความแข็งแรงของกระดูก สุขภาพของผิวพรรณ ผม ฟัน และเหงือก
  • เมื่อใช้ทาผิว จะมีส่วนช่วยรักษาสิว ริ้วรอยตื้นๆ โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ฝี ชันนะตุ และแผลเปิดต่างๆ
  • ช่วยในการรักษาโรคถุงลมโป่งพองและไทรอยด์เป็นพิษ

โรคจากการขาดวิตามินเอ

โรคนัยน์ตาแห้ง อาการตายอดกลางคืน โดยมากจะพบว่าการขาดวิตามินเอเกิดจากการดูดซึมไขมันบกพร่องเรื้อรัง และยังพบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เนื่องจากรับประทานอาหารไม่เพียงพอ

แหล่งธรรมชาติของวิตามินเอ

อาหารที่มีมีวิตามินเอเป็นส่วนประกอบนั้นได้แก่ น้ำมันตับปลา ตับ แครอท ผักสีเหลืองและเขียวเข้ม ไข่ นม ผลิตภัณฑ์จากนม มาร์การีน และผลไม้สีเหลือง

ความเข้มของสีผักและผลไม้ ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะต้องมีปริมาณของเบต้าแคโรทีนสูงเสมอไป

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานวิตามินเอมากไป

  • อาการที่บ่งชี้ว่ามีวิตามินเอสะสมมากเกินไปได้แก่ ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ผิวลอก ตามัว ผื่น ปวดกระดูก ประจำเดือนมาไม่ปกติ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และตับบวมโต
  • หากรับประทานเบต้าแคโรทีนมากกว่า 34000 IU ต่อเนื่องทุกวัน ทำให้ผิวออกสีเหลืองได้
  • การรับประทานมากกว่า 50000 IU ทุกวันเป็นเวลาหลายเดือนอาจเป็นอันตรายได้ในผู้ใหญ่
  • การรับประทานมากกว่า 18500 IU ทุกวันอาจเป็นอันตรายได้ในเด็กทารก

บทสรุป

  • หากมีการรับประทานยาคุมกำเนิด ความต้องการวิตามินเอจะลดลง
  • หากมีการรับประทานตับ แครอท ผักขม มันเทศ ในปริมาณที่มากเป็นประจำทุกสัปดาห์ ก็ไม่น่าจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเอเสริมอาหารอีก
  • ไม่ควรรับประทานวิตามินเอร่วมกับน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ
  • วิตามินเอสามารถทำงานร่วมกับวิตามินบีรวม วิตามินดี วิตามินอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสังกะสีได้เป็นอย่างดี
  • วิตามินเอช่วยป้องกันวิตามินซีจากการถูกออกซิไดซ์
  • ไม่ควรให้สุนัขหรือแมวรับประทานวิตามินเอเสริม นอกจากได้รับคำแนะนำจากสัตวแพทย์
  • หากมีการรับประทานยาลดระดับคอเลสเตอรอล เช่น เควสแทรน(คอเลส-ไทรามีน) ร่างกายจะดูดซึมวิตามินเอได้น้อยลง และอาจต้องมีการทานเสริม
  • อนุพันธ์ของวิตามินเอในรูปแบบรับประทานที่ใช้ในการรักษาปัญหาผิวหนัง อาจทำให้เด็กในครรภ์พิการได้ หญิงมีครรภ์จึงไม่ควรรับประทาน