Saturday , January 18 2020
Home / KNOWLEDGES / HEALTH / รู้จักกับระบบการย่อยอาหารของร่างกาย

รู้จักกับระบบการย่อยอาหารของร่างกาย

มื่อเรารับประทานอาหารหรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอะไรก็ตามเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้เราสามารถรับสารอาหารต่างๆ นั้น ต้องผ่านกระกายย่อยอาหาร โดยเราจะมารู้จักกันว่า ร่างกายของเรามีกระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหารในแต่ละอวัยวะต่างๆ อย่างไร

ปากและหลอดอาหาร

digestive-01

จุดเริ่มต้นของกระบวนการย่อยอาหารนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ในปาก ด้วยการเคี้ยวบดอาหารและผสมรวมกับน้ำลาย เอนไซม์ไทยาลินในน้ำลายได้เริ่มกระบวนการตัดเส้นสายยาวๆ ของแป้งให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก จากนั้นอาหารจะถูกส่งต่อไปยังส่วนหลังของช่องปาก และต่อลงไปยังหลอดอาหาร จากจุดนี้เองนั้นจะเริ่มมีกระบวนการบีบรูด (Peristalsis) คล้ายๆ กับการ “รีดนมวัว” สลับกับการคลายเป็นจังหวะของกล้ามเนื้อที่ขับเคลื่อนอาหารไปตลอดทางเดินอาหาร เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับและความเหมาะสมของเอนไซม์แต่ละตัว เนื่องจากเอนไซม์แต่ละตัวไม่สามารถทำงานข้ามหน้าที่กันได้ ทางเดินอาหารจึงมีลิ้นปิด-เปิดตามบริเวณรอยต่อที่สำคัญ

การย่อยอาหารในช่องปากจะเกิดจากการบดเคี้ยวจากฟัน และการทำงานผ่านเอนไซม์ โดยจะมีการช่วยย่อยแป้งให้เปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กลง

กระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหารเป็นส่วนที่โป่งพองที่สุดในทางเดินอาหาร โดยตำแหน่งของกระเพาะอาหารจะอยู่บริเวณหลังกระดูกซี่โครงซี่ล่าง (ไม่ใช่บริเวณเหนือสะดือ และไม่ได้เป็นส่วนที่อยู่ในพุงพลุ้ยๆ อย่างที่เราคิดกัน) กระเพาะอาหารเป็นถุงที่สามารถยืดหยุ่นได้

ไม่สารอาหารใดๆ ถูกดูดซึมผ่านผนังของกระเพาะอาหาร นอกจากแอลกอฮอล์

stomachของเหลว เช่น น้ำแกง เครื่องดื่ม จะสามารถผ่านกระเพาะไปได้เร็ว และไขมันจะอยู่ในกระเพาะนานกว่า โดยปกติอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน จะถูกขับออกจากกระเพาะอาหารในเวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง ในกระเพาะอาหารจะมีสภาวะเป็นกรด โดยจะมีน้ำย่อยซึ่งประกอบด้วยเอนไซม์หลากหลายชนิด ได้แก่

  • เปปซิน (Pepsin) คือเอนไซม์หลักของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ย่อยเนื้อสัตว์และอาหารจำพวกโปรตีน ทำงานได้เฉพาะภาวะเป็นกรดเท่านั้น
  • เรนนิน (Rennin) จะช่วยการจับตัวนมที่ดื่มเข้ามาให้เป็นก้อน
  • กรดไฮโดรคลอริก (HCl) จะถูกสร้างจากเซลล์กระเพาะอาหาร ทำให้สภาวะในกระเพาะอาหารเป็นกรด

ลำไส้เล็ก

ลำไส้เล็กจะมีความยาวประมาณ 6-7 เมตร เป็นส่วนที่กระบวนการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และเกิดการดูดซึมสารอาหารทุกชนิด ในลำไส้เล็กจะมีสภาวะเป็นด่าง ซึ่งเกิดจากน้ำดี น้ำย่อยจากตับอ่อน

เสียงท้องร้องที่เรามักได้ยินนั้น เป็นเสียงที่เกิดจากการบีบตัวของลำไส้เล็กในการบีบรูดอาหารให้เคลื่อนที่

ลำไส้ใหญ่

หน้าที่หลักของลำไส้ใหญ่คือ การเก็บและดึงน้ำออกจากกากอาหารที่เหลือจากการย่อย โดยลำไส้ใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 12-14 ชั่วโมงกว่าเศษอาหารจะเคลื่อนที่ผ่านลำไส้ใหญ่ทั้งหมด

ภายในลำไส้ใหญ่จะประกอบด้วยแบคทีเรียอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ของอุจจาระเองก็จะประกอบด้วยแบคทีเรีย เศษอาหารที่ไม่ย่อย โดยเฉพาะเซลลูโลส รวมทั้งสารที่ถูกกำจัดออกจากเลือดและขับออกทางผนังลำไส้

ตับ

ตับเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เสมือนโรงงานอุตสาหกรรมเคมีประจำร่างกาย มีน้ำหนักราวๆ 2 กิโลกรัม ตับสามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของสารเกือบทุกชนิด เป็นอวัยวะที่ขับสารพิษและย่อยสลายโมเลกุลของสารพิษหลากหลายประเภท และเปลี่ยนสารพิษเหล่านั้นให้เป็นสารที่ไม่เป็นอันตรายได้ ตับยังเป็นคลังเก็บเลือดและที่เก็บสะสมของวิตามินบางตัว เช่น วิตามินเอและดี รวมไปถึงแป้งที่ย่อยสลายแล้ว (ไกลโคเจน) ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ตับเป็นแหล่งผลิตเอนไซม์ คอเลสเตอรอล โปรตีน วิตามินเอ (จากแคโรทีน) และสารที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว

หน้าที่หลักอีกอย่างของตับคือ การสร้างน้ำดี ซึ่งจะประกอบไปด้วยเกลือที่ช่วยในการย่อยไขมัน โดยผ่านกระบวนการอีมัลซิฟิเคชัน (ทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน)

ตับอ่อน

เซลล์กลุ่มหนึ่งของตับอ่อนจะหลั่งอินซูลิน ซึ่งช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย อินซูลินจะถูกหลั่งออกมาในเลือด ไม่ใช่ทางเดินอาหาร และอีกหน้าที่ของตับอ่อนคือ การสร้างน้ำย่อยซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกาย ได้แก่ ไลเปส (Lipase) ทำหน้าที่ย่อยไขมัน , โปรตีเอส (Protease) ทำหน้าที่ย่อยโปรตีน , แอมีเลส (Amylase) ทำหน้าที่ย่อยแป้ง

Leave a Reply