Tuesday , July 14 2020

วิตามินซี (Vitamin C) กับเรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้

วิตามินซีอาจจะเป็นหนึ่งในวิตามินที่เราน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด ทั้งในรูปแบบที่มาจากผลไม้ อาหาร หรือรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินซีน่าจะเป็นอีกหนึ่งวิตามินที่ถูกผมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย เนื่องด้วยวิตามินซีเองก็มีความจำเป็นต่อร่างกาย และยังมีคุณสมบัติต่างๆ อีกมากที่หลายท่านอาจจะพอรู้กันมาบ้าง และอาจมีอีกหลายเรื่องที่เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน และบทความนี้เราจะมารู้จักกันกับวิตามินซีนี้กันมากขึ้น

ข้อมูลของวิตามินซี

  • วิตามินซี (Vitamin C) หรือ กรดแอสคอร์บิก นั้นจะมีคุณสมบัติในการละลายน้ำ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง
  • สัตว์ส่วนมากนั้นสามารถสังเคราะห์วิตามินซีเองได้ แต่มนุษย์ ลิง และหนูตะเพาต้องอาศัยวิตามินซีจากการรับประทานอาหาร
  • วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างและซ่อมแซมของเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ อาทิ เหงือก ผนังหลอดเลือด กระดูก และฟัน
  • วิตามินซีช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น
  • วิตามินซีจะถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว หากตกอยู่ในภาวะเครียด
  • หน่วยวัดปริมาณของวิตามินซี จะกัดเป็นมิลลิกรัม (มก./mg.)
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 60 มก. สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรปริมาณแนะนำจะเป็น 70-95 มก.
  • สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่และผู้สูงอายุ จะมีความต้องการวิตามินซีมากกว่า โดยร่างกายจะสูญเสียวิตามินซี 25-100 มก. ต่อการสูบบุหรี่ 1 มวน
  • วิตามินซีช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ได้
ความเครียด มีผลทำให้ร่างกายใช้วิตามินซีให้หมดไปอย่างรวดเร็ว

การสูบบุหรี่ทำให้ร่างกายต้องการวิตามินซีมากขึ้น

ประโยชน์ต่อร่างกายของวิตามินซี

  • ช่วยในการรักษาแผลสด แผลไหม้ และอาการเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยเร่งให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วยิ่งขึ้น
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
  • ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิด
  • ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
  • การรับประทานเป็นประจำจะช่วยให้ผิวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ช่วยในการรักษาและป้องกันโรคหวัด หากมีการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม
  • ช่วยต่อต้านการสร้างสารไนโตรซามีน (สารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง)
  • ช่วยลดการเกิดเส้นเลือดเลือดอุดตัน ในหลอดเลือดดำ
  • ช่วยต่อชีวิตให้เซลล์โดยช่วยให้โปรตีนในเซลล์เกาะเกี่ยวกันได้ดีขึ้น
  • ช่วยลดความดันเลือด
  • ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็ก
  • เป็นยาระบายตามธรรมชาติ
  • ช่วยลดอาการที่เป็นผลมาจากสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้
สิ่งที่มีผลทำให้วิตามินซีสลายไป ได้แก่ น้ำ การปรุงอาหาร ความร้อน แสง ออกซิเจน การสูบบุหรี่

แหล่งอาหารตามธรรมชาติที่มีวิตามินซี

เราสามารถพบวิตามินซีได้จากอาหาร ผักและผลไม้ต่างๆ อาทิ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว มะเขือเทศ แคนตาลูป ดอกกะหล่ำ มันฝรั่ง และพริกไทย ฯลฯ

vitamin-c-sources

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินซี

vitamin-c-supplement

วิตามินซีเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นิยมมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะมีจำหน่ายทั้งในรูปแบบเม็ด แคปซูล ลูกอม เม็ดแบบแตกตัวช้า น้ำเชื่อม แบบผง ซอฟเจล แบบเคี้ยว หรืออาจจะเรียกได้ว่าทุกรูปแบบที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีได้นั่นเอง

  • ความแตกต่างระหว่างวิตามินซีแบบธรรมชาติ และกรดแอสคอร์บิกสังเคราะห์ทั่วไป คือ ความยากง่ายในการดูดซึม ซึ่งผลในส่วนนี้จะแตกต่างไปตามแต่ละบุคคล
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินซีที่ดีนั้น ควรประกอบด้วยไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) เฮสเพอริดิน (Hesperidin) และรูติน (Rutin) (บางครั้งเราอาจจะเห็นบนฉลากว่าเกลือซิตรัส)
  • ปริมาณที่แนะนำให้ทานกันนั้นคือ 500 มก. ไปจนถึง 4000 มก. ต่อวัน
  • วิตามินซีจากโรสฮิป (Rosehips) หรือผลกุหลาบ จะมีไบโอฟลาโวนอยด์และเอนไซม์อื่นๆ ที่ช่วยให้วิตามินซีแตกตัวได้ดี ถือเป็นแหล่งของวิตามินซีตามธรรมชาติที่ดีที่สุด
  • อะซีโรลาซี (Acerola C) คือวิตามินซีที่สกัดมาจากผลอะซีโรลาเบอร์รี่

อาการเป็นพิษหรือผลเมื่อได้รับวิตามินซีมากเกินไป

  • หากรับประทานวิตามินซีมากเกินไป อาจมีผลทำให้เกิดนิ่วจากกรดออกซาลิก (Oxalic acid) และกรดยูริก (Uric acid) ได้ โดยการรับประทานแมกนีเซียม วิตามินบี 6 และดื่มน้ำมากๆ จะสามารถช่วยป้องกันอาการนี้ได้
  • บางครั้งหากมีการรับประทานในปริมาณที่สูงมาก (มากกว่า 10 กรัมต่อวัน) อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ท้องร่วง ปัสสาวะบ่อย และมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง เมื่อมีอาการดังกล่าว ควรลดปริมาณของการรับประทานลง
  • คนไข้โรคมะเร็งที่กำลังฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ไม่ควรรับประทานวิตามินซี เพราะอาจมีผลกระทบต่อการตรวจผลได้

คำแนะนำจากคุณหมอ

  • เนื่องจากวิตามินซีจะถูกขับออกจากร่างกายภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังรับประทาน ขึ้นกับปริมาณอาหารในกระเพาะ และการรักษาระดับของวิตามินซีให้สูงอยู่ตลอดจึงนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพ จึงแนะนำให้รับประทานพร้อมอาหารมื้อเช้าและเย็น โดยการรับประทานวิตามินซีในปริมาณสูง อาจมีผลกระทบต่อผลการตรวจเลือด รวมทั้งผลการตรวจมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นหากท่านกำลังจะไปตรวจเลือดหรือปัสสาวะ อย่าลืมแจ้งแพทย์ว่าท่านกำลังรับประทานวิตามินซีอยู่ เพื่อให้การวินิจฉัยของแพทย์ไม่ผิดพลาด
  • ยารักษาโรคเบาหวาน เช่น คลอร์โพรพาไมด์ (Chlorpropamide) และยาในกลุ่มซัลฟา อาจมีประสิทธิภาพลดลง หากรับประทานร่วมกับวิตามินซี
  • สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิด 2 หรือผู้ที่มีความดันโลหิตสูง สามารถลดความดันได้เพียงทานวิตามินซีวันละ 500 มก.
  • ไม่แนะนำให้รับประทานวิตามินปริมาณสูง สำหรับผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้มีเหล็กในร่างกายมาก เช่น ทาลัสซีเมีย หรือฮีโมโครมาโตซิส
  • หากรับประทานวิตามินซีเกินกว่า 750 มก. แนะนำให้ทานแมกนีเซียมเสริมด้วย เพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในไตได้ดีขึ้น
  • เพื่อให้วิตามินซีมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรให้มันทำงานพร้อมกับ ไบโอฟลาโวนอยด์ แคลเซียม และแมกนีเซียม
  • หากทานยาแอสไพริน ควรเพิ่มปริมาณการทานวิตามินซีให้มากขึ้น เพราะยาแอสไพรินจะทำให้ขับวิตามินซีเร็วขึ้นถึง 3 เท่า
  • หากคุณรับประทานโสม ควรเว้นระยะ 2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังรับประทานวิตามินซี
  • สามารถรับประทานวิตามินซี 1000 มก. วันละ 2 เวลา เพื่อบรรเทาอาการหวัดได้ โดยพบว่าจะช่วยลดระดับฮิสตมีนในเลือดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ (ฮิสตามีนคือสารที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหลนั่นเอง)

Comments

comments